วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2555

เมื่อพี่ดี้ เขียนถึงพี่เต๋อ

พอดีผมไปอ่านเจอบทความหนึ่ง เป็นเรื่องราวของพี่ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค ที่เขียนเล่าเรื่องของพี่เต๋อ เรวัต พุทธินันท์ เลยขออนุญาติ นำมาแปะคัดลอกเพื่อเก็บไว้อ่านเอง หรือให้กับคนที่สนใจอยากอ่านนะครับ ประการหนึ่ง ถ้าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ ก็ขออภัย ขอให้แจ้งมาได้นะครับ แต่เจตนาคือ ต้องการแชร์เรื่องราวของพี่เต๋อให้กับคนรุ่นหลังได้รับรู้ เพื่อให้รู้ว่า ครั้งหนึ่ง ผู้ชายที่ชื่อ พี่เต๋อ เป็นคนยังไง ใช้ชีิวิตอย่างไร และทำยังไง ถึงได้ประสบความสำเร็จ และยังพาให้คนอื่นอีกมากมายได้ประสบความสำเร็จตามไปด้วย .. และเพื่อเป็นการระลึกถึง พี่เต๋อด้วยครับ ----------------------------------------------------------------- ห้องนี้ของพี่ใหญ่ โดย นิติพงษ์ ห่อนาค เรวัต พุทธินันทน์ ชื่อนี้เป็นชื่อของพี่เต๋อของผม และพี่เต๋อของอีกหลาย ๆ คนจำนวนนับพันนับร้อย นับแสนนับล้าน หลาย ๆ คนรักพี่เต๋อมาก โดยเฉพาะสื่อมวลชนหลายแขนง ถึงกับขนานนามใหม่ต่าง ๆ นานา เช่น เรวัติ พุทธินันท์ บ้าง เรวัตร พุฒินันทน์ บ้าง หลายครั้งก็มีมากกว่านี้ ที่สะกดชื่อพี่เต๋อได้อย่างพิสดารพันลึก แม้กระทั่งคนภายในบริษัทแกรมมี่เอง ก็ตั้งชื่อใหม่ให้พี่เต๋ออยู่บ่อย ๆ จนแทบจำไม่ได้แน่ว่า ชื่อพี่เต๋อจริง ๆ นั้น เขียนว่าอย่างไร เรวัต พุทธินันทน์ มึงจำไว้ ถ้าพวกมึงเขียนชื่อกูผิด แล้ว กูคงไม่มีหวังจะให้ใครเขียนชื่อกูถูก เรวัต ไม่มีสระอิ พุทธินันทน์ สะกดแบบพุทธะ นัน มีทอ นอ ขอให้จำแค่นั้นพอ เรวัต พุทธินันทน์ ชื่อนี้ผมได้เห็นครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ ตอนประมาณผมอยู่ปีหนึ่งที่สถาปัตย์ ลาดกระบัง อายุประมาณสิบเจ็ด เวลาประมาณพ.ศ.2520 ขณะนั้นผมเริ่มหัดเล่นกีตาร์ได้สองปี เล่นฆ้องวงได้สามปี และเล่นระนาดได้สี่ปี ผมรับรู้เรื่องราว ความเป็นไปของวงดิอิมพอสสิเบิลมาตลอดทาง รู้ว่า คอร์ดของพี่ ๆ นี่จับบนคอกีตาร์ยากชิบฮ๋าย เพิ่งเรียนรู้คอร์ดซี เอไมเนอร์ เอฟ จีเซเว่น มาปีเดียว ต้องมานั่งพยายามจับคอร์ด ดิมินิช ออกเมนเตด บวกสิบเอ็ด บวกสิบสาม เล่นไปโกรธไป แต่พอเล่นตามได้แล้วเสียงเหมือน ก็ดีใจเกือบต้องฉลองกับเพื่อน พี่ปราจิณ ทรงเผ่าครับ พี่ทำบาปไว้กับพวกเด็กๆ อย่างเราสมัยนั้นไว้เยอะนะ แต่เป็นบาปฉาบบนกองบุญอันใหญ่หลวงนัก เมื่อเวลาเปลี่ยนที ่อิมพอสสิเบิลต้องเปลี่ยน มีชื่อคนใหม่เข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรวัต พุทธินันทน์ ซึ่งเข้ามาร้องเพลงฝรั่ง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ผมได้เห็นชายหนุ่มร่างเท่ ผมยาว ไว้หนวด ร้องเพลงฟังกี้ เล่นคีย์บอร์ด กลายเป็นอีกยุคหนึ่งของอิมพอสสิเบิ ล ช่วงต่อกับเดอะ ฮอท เปปเปอร์ ตามข่าวอยู่ตลอดว่า พากันไปเล่นอวดฝีมือกันที่เมืองฝรั่งมังค่า ฮาวาย ยุโรป เป็นที่ภูมิใจกับเด็ก ๆ จำนวนมาก ที่ใส่ใจเรื่องราว สู่ยุคโอเรียนเต็ล ฟังก์ ที่เรวัต เริ่มมีบทบาท เล่นเพลงที่คนไทยเข้าใจน้อย แต่มีการพัฒนามาก ตามโรงแรมหรู ๆ ต่าง ๆ ผมก็ยังห่างไกล ไม่มีตังค์ไปดูแน่นอน มีบางครั้งที่เห็น เรวัต ไปเล่นอย่างอื่นนอกจากดนตรี เช่น ละครทีวี หนังใหญ่ ผมเคยดูทีวียังจำติดตา ทางช่องสาม ชื่อเรื่อง สงครามพิศวาส หรือ อะไรทำนองนี้ นางเอกคือ คุณภัทราวดี ศรีไตรรัตน์ (ขณะนั้น) เป็นฉากกำลังแนะนำตัวละครคนใหม่ ในบท นางเอกก็พูดประมาณว่า " ฉันได้เจอชายคนหนึ่ง ซึ่งเวลาเขายิ้ม เขายิ้มทั้งใบหน้า สายตาก็ยิ้มไปด้วย " จากนั้นกล้องก็ตัดไปยังที่ เรวัต ยืมยิ้มเผล่ ตาหยี ตอนนั้นในใจผมหัวเราะก๊าก โธ่ นึกว่าใคร อีตาเต๋อนี่เอง จากนั้นมา ผมก็ไม่ได้เห็นคนชื่อเรวัต ทำอะไรให้ประชาเยาวชนอย่างผมเห็นอีกมากนัก มีโผล่มาครั้งหนึ่ง จากหนังเรื่องเพื่อน หรือไง ผมจำไม่ได้ ( ผมกำลังหัดเป็นอัลไซเมอร์อยู่) จนมาถึงเรื่องน้ำพุที่แสดงเป็นน้าแพ็ท ในเวลานั้นผมกำลังถามตัวเอง ส่งต่อไปถึงชายคนที่ชื่อเรวัต ว่าเขากำลังทำอะไรอยู่กันแน่ ไม่กี่ปีนักต่อจากนั้น ปีที่ผมและเพื่อน ๆ อยู่ประมาณปีสี่ สถาปัตย์จุฬาฯ ผมอายุได้ยี่สิบเอ็ดปี เวลาประมาณพ.ศ.2524 ผมก็ได้รู้จักเรวัต พุทธินันทน์ และเปลี่ยนวิธีการเรียก จากเต๋อเฉย ๆ แบบคนไม่รู้จัก มาเป็นพี่เต๋อ พรรคพวกเรา ขี้เมาทั้งหลาย เริ่มทำงานได้ มีตังค์บ้าง ก็เริ่มเที่ยว แต่ที่ที่ต้องไปเที่ยวไปฟังเพื่อสนองฝันให้ได้ นั่นคือ โรงแรมมณเฑียร สุริวงศ์ เพราะเรารู้กันว่า มีวงในฝันของเราเล่นอยู่หลายวง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โอเรียนเต็ล ฟังก์ และพรรคพวกเรา ขี้เมาทั้งหลาย ที่เริ่มทำงานนั้น ก็เพราะไปเขียนบท เสนอความคิดสร้างสรรค์ในรายการทีวีบางรายการ จนได้เงินเดือนเป็นกอบเป็นกำ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่จบการศึกษา หนึ่งในความคิดเหล่านั้น คือ เอา เรวัตในฝันของเรามาออกโชว์ในรายการโชว์คั่นเกมโชว์ ผมจำไม่ได้แน่ว่า ผมรู้จักเรวัตให้เป็นพี่เต๋อ เพราะเหตุที่เราไปเที่ยวโรงแรมมณเฑียร หรือ เพราะพี่เต๋อมาเล่นรายการของเรากันแน่ เพราะมันใกล้เคียงกันนัก จำได้เพียงแต่ว่า ถ้านึกถึงที่โรงแรมมณเฑียร ก็จะนึกถึงตอนที่พวกเรานั่งกินเหล้ากันอยู่ บนโต๊ะใดโต๊ะหนึ่ง นั่งดูโอเรียลเต็ลฟังก์เล่น มีพี่ป้อมอัสนีเล่นกีตาร์นำ พี่ฑูรย์เล่นเบส และพี่อีกหลายพี่ที่เล่น ผมก็จะเขียนขอเพลง ไอ วอส ออนลี่ โจ๊กกิ้ง ของร๊อด สจวร์ต ให้พี่เต๋อร้อง เพราะผมชอบช่วงที่กีตาร์โซโล่ของเพลงนี้ด้วย แล้วพี่เต๋อก็จะต้องร้องเพลง ไอ ดอนท์ วอนท์ ทู ทอล์ค อะเบาท์ อิท ทุกคืน เพราะมีคนขอทุกคืนเหมือนกัน (ซึ่งภายหลังพี่เต๋อบอกว่าเบื่อมาก ร้องเพลงนี้ไม่ต่ำกว่าสองพันครั้งแล้ว เชื่อว่าเยอะกว่าร็อด สจวรต์มันร้องเองซะอีก) และใกล้ ๆ กันนั้น ก็คือ การเขียนบทรายการทีวี ให้พี่เต๋อมาร้องเพลง คู่กับพี่ตุ๋ม นัดดา วิยะกาญจน์ ในเพลง เอนเลสส เลิฟ ซี่งแปลงเนื้อเป็นภาษาไทยโดย พี่ตู้ จรัสพงษ์ สุรัสวดี ซึ่งทำให้เพลงเอนเลส เลิฟ มีเนื้อหาเกี่ยวกับทุเรียนก้านยาวได้อย่างแนบเนียน และไพเราะ ซึ่งพี่เต๋อ และพี่ตุ๋มทำได้อย่างสนิทกลมกลืน วันเวลาผ่านไป หลายปี ผมเป็นนักทำรายการทีวีไปด้วย เอาเงินไปเรียนสถาปัตย์ขาด ๆ เกิน ๆ ต้องทำงานหอกอิสระ (free lance) ไป รับเงินเดือนก็ไม่ได้ ยังไม่จบนี่ เรียนไป เที่ยวไป ที่ขาดไม่ได้ ก็คือ โรงแรมมณเฑียร เราไปนั่งเฝ้าพี่เต๋อกันอยู่เนือง ๆ ครั้งแรก ที่พี่เต๋อมานั่งคุยเป็นงานเป็นการ ที่โต๊ะของเรา ระหว่างพักการร้องเพลง คือการที่พี่เต๋อพูดถึงสิ่งที่พี่เต๋อ อยากทำ รายการทีวีสำหรับเด็ก ซึ่งกำลังจะไปเสนอทางช่องสาม เราได้ยินกันก็หูผึ่ง สนอกสนใจ แต่หลังจากนั้นพี่เต๋อก็ไม่ได้พูดถึงมันอีก พี่เต๋อเองก็คงยังไม่รู้ในตอนนั้นว่า ในที่สุดพี่เต๋อจะได้ทำอะไรบางอย่าง ที่มากกว่านั้น ประมาณปี 2524 ไอ้พวกขี้เมาชาวสถาปัตย์นอกคอก เริ่มหาเรื่องใส่ตัวเพิ่มเติม คุยกันไปคุยกันมา เกิดบ้าเพลงขึ้นมากระทันหัน ช่วงนั้น จิก (ประภาส ชลศรานนท์ในขณะนั้นและขณะนี้) มันมีเพลงบ้าบอของมันหลายเพลง เป็นที่ถูกใจเพื่อนฝูง ก็เลยนิยมเวลาสรวลเสเฮฮา เอามาร้องเล่นผสมครีเอทีฟและคอร์ดกีตาร์ จนกระทั่งพระเจ้าหรือซาตานหรือทาร์ซาน ก็ไม่แน่ใจ ดลใจให้เรามุ่งมั่นว่าจะออกอัลบั้มซักอันหนึ่งให้ได้ จิกในฐานะ หัวโจก ดำเนินการไปขอร้องการสนับสนุนจากพี่ ๆ ที่เจเอสแอล ให้สนับสนุนเรื่องการเงิน ส่วนในเรื่องการดำเนินงานทางด้านการอัดเสียง เรานึกถึงใครไม่ออก นอกจากพี่เต๋อ ให้เป็นที่ปรึกษา ในเวลานั้น คนไทยยังไม่รู้จักคำว่าโปรดิวเซอร์ เดโม สมัยก่อนของผม เท่มาก ผมเล่นกีตาร์ตัวเดียว เจี๊ยบร้องบ้าง บางเพลงผมลองร้องดูบ้าง เพื่อนหลายคนมาสลับกันกดวิทยุเทป เพื่อที่พี่เต๋อจะได้รู้ว่าทำนองเป็นยังไง เนื้อเป็นยังไง ทุกวันนี้ยังงอนพี่เต๋อไม่หาย เพราะพี่เต๋อบอกว่า ไอ้เจี๊ยบ ร้องได้ ไอ้ดี้ร้องไม่ได้ มันร้องเพลงเพี้ยน ต้องไปหาคนมาร้องอีก ซึ่งก็กลายเป็นพี่เล็ก สมชาย ศักดิกุล คนที่มีเฉลียงชุดแรกคงได้ฟังงาน ที่มีพี่เต๋อเป็นคนดูแลให้ ไปอัดเสียงกันที่ห้องอัดกมลสุโกศล ซึ๋งสมัยนี้ กลายเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ ย่านซอยอรรถการประสิทธิ์ สาทร มีพี่ ๆ เซียน ๆ มาเรียบเรียงเสียงประสาน มาเล่นกีตาร์ ทำให้เด็ก ๆ อย่างพวกเราตาลุกวาว มากมาย เช่น พี่ป๊อก วิชัย อึ้งอัมพร พี่จีณ ปราจีณ ทรงเผ่า คนที่ทำให้ผมจับคอร์ดกีตาร์ เพลงดิอิมพอสสิเบิลไม่ได้นี่แหละ พี่ป้อม อัสนี โชติกุล มาเล่นกีตาร์ให้ และพี่อื่น ๆ อีกเยอะ เราสนุกกันมากกับงานเฉลียงชุดแรกตามประสาเด็ก ขายได้เท่าไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพี่ ๆ ที่ลงทุนให้เราน่าจะเดือดร้อน และมีอนุสรณ์ที่จำได้อย่างหนึ่งคือ หน้าปกเทป และแผ่นเสียง ที่ออกแบบโดยประภาสนั้น มีไอเดียที่น่าสนใจ มีคอนเซปต์ที่ดี แต่ชุ่ยที่สุด ไม่ได้มีความประณีตอะไรเลย เส้นดินสอที่ร่างไว้ก็ไม่ลบ นัยว่าจริงใจดี แต่เบื้องหลังคือชุ่ย ยังเก็บมาด่ากันเล่น ๆ ได้ถึงทุกวันนี้ หลังจากนั้น กอไผ่ก็บอกเราว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนก็ดำเนินชีวิตกันไป และเราก็ไม่ได้เจอพี่เต๋อเลยอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งจิกเดินมาโยนเทปเดโมทำนองเพลง ๆ หนึ่งให้ผมเขียน เพลงประกอบหนังเรื่อง วัยระเริง อำพล ลำพูน กับ วรรษมน วัฒโรดม เล่น ดาราใหม่ทั้งคู่ อาเปี๊ยก โปสเตอร์ กำกับ พี่เต๋อ เป็นคนทำเพลง จิกเขียนเพลงยุโรป เฮฮาปาร์ตี้ ชีวิตนี้ของใคร ผมเขียนเนื้อเพลง ดนตรีในดวงใจ ในหนังเรื่องนั้น นับว่าเพลงนี้เป็นเพลงแรกที่ทำแล้วเป็นอาชีพ อาชีพแปลว่าได้สตางค์ ผมเขียนเพลงเข้าใจ ก่อนเพลงอื่นใด เพราะเขียนตอนอยากเขียน เมื่อตอนปีสาม ปีสี่ เพราะบันดาลใจมาจากเพื่อน ที่มันทะเลาะกับแฟนเป็นประจำ แฟนมันก็คือเพื่อนที่คบกันมาสามปีนี่แหละ แต่พอมันเลิกเป็นแฟนกัน มันกลับคุยกันเข้าใจกันดี ใครจะไปห้ามใจไม่แต่งเพลงไหวนะ แต่เพลงเข้าใจเป็นเพลงส่วนตัวของพวกเพื่อนฝูงอยู่นาน กว่าจะได้ไปออกอากาศก็อีกสามสี่ปีหลังโน่น เมื่อเอาไปใส่ในชุดอื่น ๆ อีกมากมายของเฉลียงนั่น สิ่งที่น่าพิศวงงงงวยจนมาถึงทุกวันนี้ก็คือว่า เพลงแรก ในการเป็นอาชีพของผม คือ ดนตรีในดวงใจนี่น่ะ บนหน้าปกแผ่น ในหนังวัยระเริง กลับไม่ใช่ชื่อผม กลายเป็นชื่อเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ชื่อ วาชิต รัตนเพียร ที่มาร่วมสนุกตอนทำเฉลียงชุดแรก และมีชื่ออยู่บนเฉลียงชุดแรกด้วย จับมือไอ้จิกดมก็ไม่ได้ จับมือพี่เต๋อดมก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่ามันสื่อสารผิดพลาดตรงไหน ก็เลยขำขันเอา ไม่ได้เอาเป็นเอาตายอะไร ประมาณปลายปี 2526 ซึ่งผมเรียนอยู่ปีที่หก พี่เต๋อโทรศัพท์มาหาผมที่บ้าน บอกว่า มีเพื่อนคนหนึ่งอยากทำรายการเพลงทางโทรทัศน์มาก เขาเป็นเจ้าของบริษัทที่ทำรายการวิทยุที่ชื่อ ผิวปากตามเพลง ที่พี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) เคยเป็นดีเจที่โด่งดังสุด ๆ ในขณะนั้น ก็เลยเกิดเป็นรายการ “ผิวปากตามเพลง” ทางทีวีสีช่องเจ็ด เวลาประมาณห้าทุ่มครึ่งวันพฤหัสฯเว้นพฤหัสฯ นับเป็นรายการแรก ๆ เลยก็ว่าได้ ที่เป็นรายการเกี่ยวกับเพลงสตริงยุคใหม่ มีสัมภาษณ์ มีมิวสิกวิดีโอแฮนด์เมด มีช่วงนั้น ช่วงนี้ เหมือนรายการสมัยนี้เลย เพียงแต่ยังไม่ค่อยมีคำว่า สนับสนุนโดยสินค้าโน่นนี่ รายการนี้ก็มีพี่เต๋อเป็นพิธีกร ร่วมกับคุณเล็ก กิติศักดิ์ ดีเจที่โด่งดังมากในขณะนั้นอีกคนหนึ่ง โดยมีผมเป็นผู้กำกับ เป็นโปรดิวเซอร์ ได้สัมภาษณ์ ทำงานกับนักร้องหลายคน ผมเคยจับพี่ ๆ วงฮอทเปปเปอร์ซิงเกอร์ เดินร้องเพลงกลางสะพานรถไฟ แถวบางซื่อ ต้องคอยเหลือบตาดูว่ารถไฟมาหรือเปล่า จับคุณภูสมิง หน่อสวรรค์ ขึ้นไปเล่นกีตาร์ ลิปซิงค์บนต้นจามจุรีในจุฬาฯ เล่นบนหลังคารถเก๋งแล้วให้แล่นไปตามถนน คนมองกันทั้งถนนวิภาวดี จับวงชาตรี วงคีรีบูน ทำท่าทางประหลาด ๆ ในมิวสิควิดีโอแฮนด์เมดต่าง ๆ รวมทั้งเคยจับคุณนันทิดา แก้วบัวสาย นั่งคอยรถไอติมอยู่หน้าบ้าน แล้วร้องเพลงคอย ในชุดนันทิดา 27 จำได้ว่าตอนนั้นมีผู้ชายคนหนึ่ง ขับรถเบ๊นซ์สีขาว มาส่งคุณตู่ แล้วก็นั่งคอยอยู่ราวกับเป็นผู้จัดการส่วนตัว หน้าตาก็ประมาณสามสิบต้น ๆ แต่ผมขาวไปครึ่งศีรษะ ไม่พูดไม่คุยกับใคร และผมก็ไม่ได้เข้าไปทำความรู้จักแต่อย่างใด หมั่นไส้อยู่นิด ๆ ด้วยซ้ำไป ภายหลังผมพบว่า หมอนั่น เป็นคนที่ผมเคยทำงานให้เขา เคยเอาสตางค์ของเขามาลงทะเบียนเรียน ตอนที่ผมได้ไปออกรายการยิ้มใส่ไข่ ทางทีวีช่องเก้า ก่อนหน้านั้นสองสามปี แต่ผมไม่เคยรู้ว่าเขาเป็นใคร รู้แต่ว่าชื่อบริษัท พรีเมียร์มาร์เกตติ้ง และรู้จักแต่พี่เล็ก บุษบา ดาวเรืองที่เป็นพิธีกร ถ้าจะได้ยินชื่อเจ้าของบริษัทอยู่แว่ว ๆ ก็ได้ยินว่า ชื่อ ไพบูลย์ ไพบูลย์ ส่วนที่เป็นดำรงชัยธรรมนั้น มารู้จักหลังจากนั้นหลายปี ระหว่างนั้น ผมได้ยินมาไกล ๆ ว่า พี่เต๋อ นอกจากจะเป็นพิธีกรให้ผมแล้ว ยังรวมหัวกันกับพวกพี่พี่ ที่พรีเมียร์มาร์เกตติ้ง ทำเพลงขึ้นมา ตั้งแต่ชุดหมอพันทิวา ที่เคยร้องเพลงในหนังเรื่อง เทพธิดาดอย จนดังไปทั่วเมือง มาร้องเพลงนิยายรักจากก้อนเมฆ ที่พี่เต๋อ บังคับให้ พี่เล็ก บุษบาดาวเรือง เป็นคนเขียนเนื้อทั้งหมดนั่นแหละ ลืมบอกไป ตอนนั้น นอกจากผมจะทำรายการทีวีนั่นแล้ว ก็ยังเป็นนักจัดรายการวิทยุ อยู่ที่ ททท. ภาคดึก วันละชั่วโมงด้วย นี่เพิ่งนึกออก ซึ่งต้องขอขอบพระคุณพี่สมพงษ์ วรรณภิญโญ แห่งทีวีธันเดอร์ในปัจจุบัน ที่ให้โอกาสทำในสมัยนั้น ความจริงต้องสารภาพตามตรงว่า ประวัติศาสตร์ชีวิตช่วงนี้ ค่อนข้างจะคาบเกี่ยว และอีนุงตุงนังอยู่มาก ไม่รู้อันไหนก่อนอันไหนหลัง แต่ก็ไม่ห่างกันเท่าไหร่นักหรอกครับ จำได้ประมาณว่า ช่วงปีสองเจ็ด ผมจบการศึกษา รายการผิวปากตามเพลงเลิกไป รายการวิทยุก็เลิกจัด ไปทำรายการเกมส์โชว์ทางช่องเก้า ชื่อเกมตั้งตัว มีพี่ปุ๊ มนตรี เจนอักษร เป็นพิธีกร กับแก้ว อภิรดี ภวภูตานนท์ ฯ และก็เปลี่ยนมาเป็น ซูโม่กิ๊ก ซึ่งนับว่าเป็นรายการแรกของกิ๊ก ที่เป็นพิธิกรเลยทีเดียว ช่วงนั้น พี่เต๋อเริ่มทำเพลงเต๋อหนึ่ง เรียกผมไปหาที่ร้านวนคาม ซอยประสานมิตร เพื่อไปฟังทำนองเพลงหนึ่งเพลง ซึ่งเป็นเสียงคล้ายคาสิโอโทน ไม่มีคอร์ด ไม่มีเบส เป็นเสียงเมโลดี้เพียว ๆ ไม่มีแม้แต่เครื่องกำกับจังหวะ เป็นทำนองที่พี่ตั๋ม จาตุรนต์ เอมซ์บุตร เป็นคนทำ พี่เต๋อบรีฟว่า เป็นเรื่องเกี่ยวกับหมู่บ้านในนิทาน อะไรทำนองเนี้ยว่ะดี้ วันนั้นวันที่เท่าไหร่ ผมไม่ได้จำ เพราะไม่คิดว่ามันสำคัญ มารู้ตอนหลังก็นึกเสียดายที่ไม่ได้จำ เพราะวันนั้นคือ จุดผกผันของชีวิต ที่ได้เริ่มการทำงานเป็นนักแต่งเพลงอย่างจริงจัง และต่อเนื่องนับแต่วันนั้น จนถึงวันนี้ สิบหกปี ชุดแรกในเต๋อหนึ่ง ผมยังได้รับเพลง ดอกฟ้ากับหมาวัด กับเพื่อนเอย มาแต่งอีกสองเพลง แถมยังเอาเพลง ยิ่งสูงยิ่งหนาว มาฝากให้เจี๊ยบ (วัชระ ปานเอี่ยม) ได้แต่งด้วย หลังจากนั้นก็มีเพลงมาให้แต่งเรื่อย ๆ โดยที่ผมไปรับเมโลดี้มาจากพี่เต๋อ นัดกันที่ห้องอัดเสียงทอง (ป่านนี้ไม่มีแล้วมั้ง) บ้าง ศรีสยามบ้าง เป็นงานแหวนฐิติมา ชุดแรก ฉันเป็นฉันเอง บาราคูดัส เช้าวันอาทิตย์ ทูน หิรัญทรัพย์ ช่วงนั้น ผมยังไม่รู้จักแกรมมี่สักเท่าไหร่ รู้จักแต่พี่เต๋อเท่านั้น ผมเองก็ผจญภัยไปเรื่อย นอกจากทำรายการเกมตั้งตัวนั่น ก็ไปเล่นละคร เป็นภารโรงเรื่องนายแพทย์สนุกสนานของจิกมัน คืนหนึ่ง ขณะที่ผมไปเฮฮาที่บ้านอั๋น(วัชระ แวววุฒินันท์) ผมโทรไปหาพี่เต๋อที่บ้านตามที่พี่เต๋อสั่งไว้ พี่เต๋อไม่ว่างรับ ผมเลยให้โทรกลับมาที่บ้านอั๋น พี่เต๋อโทรมา เพื่อจะบอกว่า พรุ่งนี้จะให้เอาเงินค่าแต่งเพลงไปให้ที่ไหน สองพันบาทน่ะ ตอนนั้นที่ผมกำลังตึง ๆ อยู่พองาม ก็เลยไม่สามารถห้ามใจได้ กล่าวไปว่า พี่เต๋อครับ ผมไม่เคยเห็นคนแบบพี่นะ คนในวงการเพลง วงการบันเทิง ที่เค้าจะมาตามถามว่า จะเอาเงินไปจ่ายให้ได้ยังไงบ้าง ผมเคยได้ยินแต่เบี้ยว กับเช็คเด้ง พี่เต๋อก็ตอบประมาณว่า เอาเหอะ ดี้จะให้เราไปหาที่ไหน ผมก็บอกแค่ว่า พรุ่งนี้ผมมีถ่ายทำรายการที่ช่องเก้าอสมท.ครับ ในใจนึกถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เมา ๆ ผ่านกลางคืน จนเช้า จนบ่ายไปทำงานที่ช่องเก้า มีประโยคเดียวคือ ถ้าผู้ชายคนนี้เอาเงินมาให้กูถึงที่จริง สองพันแค่นี้ กูจะจดไว้ในใจเลยว่า ถ้าชวนกูไปหัวหกก้นขวิดกับชีวิตที่ไหน กูจะไปด้วย เขามาครับ เรวัต พุทธินันทน์ มาครับ ขับรถมาสด้า 626 สีขาว มาจอด แล้วเดินเข้ามาตอนที่ผมกำลังทำรายการอยู่ มาเพื่อจะเอาเงินมาให้สองพันบาท แล้วก็ไป ผมทำรายการเกมโชว์นั้นอยู่อีกไม่นาน ก็เลิกล้มไปอีก เริ่มมีโปรเจคเป็นละครเรื่องใหม่ ชื่อ เมฆินทร์พิฆาต ละครที่ทำให้พงษ์พัฒน์กับธัญญา โสภณ ได้พบกันน่ะแหละ ผมก็เล่นเป็นพระครูอะไรไม่รู้ แก๊แก่ พอละครเรื่องนี้จบลง ก็กำลังจะพยายามจะหาโปรเจคใหม่ สำหรับความรับผิดชอบต่อเงินเดือนของตัวเอง และในวันหนึ่งก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นเสียงโทรศัพท์ประวัติศาสตร์ของชีวิตส่วนตัว บ่ายวันหนึ่งวันนั้น อย่าว่าแต่วันหรือดือนเลย ปีไหนก็ยังไม่แน่ใจ สองแปด หรือสองเก้า มีเสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานผม ผมก็รับอย่างเป็นปกติธรรมดา เป็นเสียงแหบ ๆ ของพี่เต๋อ ที่เริ่มมีน้ำหนักของความมั่นใจ ที่จะชวนผมไปทำงานด้วย ต้องบอกก่อนว่า คนดี ๆ ในสมัยนั้นเขาไม่ทำกันหรอก ในเรื่องที่จะชวนใครสักคนไปทำงานเต้นกินรำกิน เขียนกิน แล้วบอกว่ามันเป็นสิ่งที่น่าจะยึดถือเป็นอาชีพได้ พี่เต๋อชักแม่น้ำทั้งห้า ทั้งเจ็ด ทั้งยี่สิบแปด ทั้งสามร้อยหกสิบห้า ผมก็ยังเฉย พี่เต๋อคงเตรียมคำพูดมาอยู่นานมาก พี่เต๋อคงจะสร้างฐานไว้นานมาก แต่สำหรับผม คนที่ได้เงินค่าแต่งเพลงจากพี่เต๋อ โดยที่ไม่ต้องทวงถาม แถมลูกหนี้คนที่ชื่อเต๋อ ขับรถมา เพื่อจะเอาเงินสองพันบาทมาให้ ณ ที่ที่ผมกำลังทำงานอยู่ ผมไม่สนใจคำหว่านล้อมของพี่เต๋อเลย พี่เต๋อบอกว่า เฮ้ย ไอ้ดี้ เราไม่เคยอยากให้ดี้ออกจากงานนะเว้ย ผมไม่สนใจคำหว่านล้อมเลย ผมฟังอยู่เกือบชั่วโมง ผมรออยู่แค่ว่าเมื่อไหร่พี่เต๋อจะให้ผมตอบบ้าง แล้วก็เมื่อถึงเวลาที่พี่เต๋อถาม ผมก็แค่ตอบว่า ผมไปด้วยครับพี่ แล้วผมก็ได้รับนัดให้ไปเจอคุณไพบูลย์กับพี่เต๋อ ที่อาคารวาณิช ชั้นสิบเก้า จำได้ว่า เป็นการได้พบคุณไพบูลย์ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรก คุณไพบูลย์และพี่เต๋อนั้น ดุจดังเป็นหัวหน้าใหญ่ทั้งคู่ของแกรมมี่ ในระยะเริ่มแรก ก็ยังไม่มีแม้แต่ห้องทำงานส่วนตัว เพื่อจะเจรจาอะไรสักอย่าง ในวันนั้น คุณไพบูลย์ก็เลยต้องไล่ช่างตัดต่อในห้องตัดต่อ ที่กำลังทำงานออกไปก่อน เพื่อที่จะได้คุยกับผม คุณไพบูลย์ เสนอให้ผมเป็นเงินเดือนเดือนละหนึ่งหมื่นบาท แต่งเพลงอีกต่างหากอีกเพลงละหนึ่งพัน ซึ่งสมัยนั้น ปกติแต่งเพลงหนึ่งก็ได้เพลงละสองพันบาทอยู่แล้ว ผมก็เลยเห็นว่า ถ้าเดือนไหนแต่งสิบเพลง(ซึ่งเป็นไปแทบไม่ได้) ก็คือเจ๊ากัน เหมือนไม่มีเงินเดือน ก็เลยพาซื่อต่อรองแบบเด็ก ๆ ไปว่า ผมขออย่างนี้ดีกว่าครับพี่ ผมขอเดือนละสองหมื่นบาท แต่งเพลงต่างหากอีกเพลงละสองพัน เอาเป็นว่าสองเท่ามันเสียทั้งสองอย่าง จะได้ไหมครับ ซึ่งเป็นการต่อรองที่น่าเกลียดที่สุด ในชีวิตครั้งหนึ่ง คุณไพบูลย์เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็ตกลง และตั้งแต่นั้นมาจนถึงวันนี้ ผมก็ไม่เคยต่อรองอะไรกับเขาอีกเลย เพราะไม่ใช่วิธีใช้ชีวิตของผม (เรื่องราวนี้เคยคุยให้คุณไพบูลย์ฟัง เมื่อสิบกว่าปีให้หลัง แกไม่ยอมรับ แกบอกไม่จริง แกบอกแกไม่มีวันจะยอมผมอย่างง่าย ๆ ขนาดนั้น แล้วก็หัวเราะกันไป) ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เป็นนักแต่งเพลงอาชีพ มีสังกัดอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยที่มีพี่เต๋อเป็นเจ้านาย และมีคุณไพบูลย์เป็นคนจ่ายเงิน ผมกลายเป็นนักแต่งเนื้อเพลงคนที่สองของแกรมมี่ โดยมีพี่เต๋อเป็นคนที่หนึ่ง (หากไม่นับคุณพี่เล็กบุษบาดาวเรือง ซึ่งเขียนเนื้อเพลงชุดนิยายรักจากก้อนเมฆ ของพญ.พันทิวา สินรัชตานันท์ ชุดเดียวแล้วเลิกไปเลย) พี่เต๋อจะลงไปเขียนเองทุกเพลงในงานชุด ฝากฟ้าทะเลฝัน ชุดแรกของเบิร์ด ธงไชย ซึ่งในตอนนั้นแกยังร้องเพลงสไตล์เสียงใหญ่ ๆ แบบประกวดสยามกลการอยู่เลย กว่าจะมาร้องแบบที่ได้ยินกันนั่น พี่เต๋อก็เหงื่อตกไปหลายเหมือนกัน ส่วนผมก็ตกหนัก ในชุดนันทิดา ชุดที่มีเพลงฉันยังปอด ๆ อะไรนั่น ซึ่งเป็นเพลงที่ผมยังอายอยู่ไม่หายจนทุกวันนี้ เขียนคนเดียวเกือบทั้งชุด มีไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ บ้างเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นปรัชญ์ สุวรรณศร หรือ น้องอิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ก็ได้มาไม่มาก พี่เต๋อเกือบจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผมหมด ในเรื่องการดูแลเนื้อร้อง ชุดแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นแหวนชุดที่เพลงเรามีเรา ไมโครชุดที่มีรักปอนปอน ก็เป็นผมต้องนั่งหลังแข็งเขียนเองไปเกือบหมด ช่วงนั้นเอง ก็ได้เวลา ที่ผมจำต้องหาคนมาช่วยอย่างเป็นงานเป็นการ สีฟ้า พี่เขตต์อรัญ พี่ป๋อง อรรณพ จันสุตะ หรือ น้าประชา พงศ์สุพัฒน์ ก็เข้ามาในช่วงนี้ ซึ่งทำความหนักใจให้ผมอย่างมาก เพราะชื่อเหล่านั้น เป็นครูสอนดนตรี และนักแต่งเพลงที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่เคยทำงานแบบที่เราต้องการ ข้อสำคัญคืออาวุโสกว่าผมมาก แล้วผมมันเป็นใครที่ไหน ที่จะต้องมานั่งคอยวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความที่ต้องรับผิดชอบ ก็เลยต้องทำ กว่าจะทำให้พี่ ๆ เ หล่านั้นเชื่อถือ ไว้ใจ ทั้งทางด้านเหตุผลในการวิจารณ์งาน เพื่อให้ได้เป้าหมาย และไว้ใจว่า ผมจะดูแลพี่ ๆ อย่างดีที่สุดเท่าที่จะมีกำลัง ก็ผ่านไปหลายปี และนี่คือสิ่งที่ผมภูมิใจที่ทำให้พี่ ๆ เหล่านั้นไว้ใจผมได้ ภูมิใจยิ่งกว่าเขียนเพลงออกมาได้ดัง ๆ อย่าง เพลงเรามีเรา หรือรักปอนปอน ในสมัยนั้นด้วยซ้ำ ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับพี่เต๋อ และนักดนตรีระดับเซียน อย่าง พี่ป๊อก วิชัย อึ้งอัมพร พี่ตั๋ม จาตุรนต์ เอมซ์บุตร พี่ฑูรย์ ไพฑูรย์ วาทยะกร พี่ป้อม อัสนี โชติกุล ส่วนที่ตามมาก็มี ป้อม อภิไชย เย็นพูลสุข โอม ชาตรี คงสุวรรณ พี่ปื๊ด สมชาย กฤษณะเศรณี พี่ฉ่าย สมชัย ขำเลิศกุล อ้อม ชุมพล สุปัญโญ เป็นที่เหนียวแน่น และมั่นคงอยู่ได้ เพราะความเป็นผู้นำ ยุติธรรม ชัดเจน ของพี่เต๋อจริง ๆ ไม่ได้พูดเพราะว่าเห็นพี่เขาไม่อยู่แล้ว ก็จะมายกย่องกัน ส่วนทีมเนื้อร้อง ก็จะมีสีฟ้า พี่เขตต์ พี่ป๋อง น้าประชา เป็นกลุ่มแรก มีหลายอารมณ์ด้วยกัน สีฟ้าก็น้ำตาท่วม พี่เขตต์ก็จะปรัชญาเมธี พี่ป๋องก็ไปทางสนุกสนานน่ารัก น้าประชาเป็นเพลงครีเอทบ้า ๆ ส่วนผมก็จะเป็นพวกเขียนเพลงปากจัดไปตามประสา อีกไม่นาน ก็มีการที่ผมต้องเปิดโรงเรียนส่วนตัว รับสอนเขียนเพลง ใช้เวลาทุกอาทิตย์ เป็นเวลาสองปีเป็นอย่างต่ำ ก็จะได้จักราวุธ แสวงผล สุรักษ์ สุขเสวี วรัชยา พรหมสถิต นวฉัตร อาจารย์จุ๋ม เข้ามาเป็นพรรคพวกรุ่นใหม่ ความจริงที่มาที่ไปของแต่ละคนนี่ น่าจะให้พวกเค้ามาเล่าให้ฟังก็น่าจะดี แนะนำทีมงานที่เราทำงานด้วยกัน พอจะเห็นว่าใครเป็นใครแล้ว จากนั้น เทปที่อัดรายการชีวิตไว้ มันหมุนเร็วมาก เสียจน ไม่อาจจะเล่าให้ฟังได้ทั้งหมด ประเด็นก็คือ เราก็ได้ร่วมหัวจมท้าย ถูกพี่เต๋อบอกว่า พวกมึงยอดมาก กับพวกมึงโคตรมั่วเลย สลับไปมากันตลอด จะนับปีก็เป็นสิบปี จะนับเพลงก็คงเป็นพันเพลง บังเอิญตรงนี้ ไม่ได้เป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ อันละเอียด ก็เลยไม่ต้องเล่า พี่เต๋อเป็นผู้ชายที่เป็นคนธรรมดา เป็นลูกผู้ชาย เป็นหัวหน้าที่ลูกน้องนิยมน้ำใจ เป็นลูกพี่ที่ลูกน้องที่แสนจะมีความหลงตัวเอง ยอมเชื่อทำตาม โดยที่หน้าก็ยังยิ้มอยู่ คนทำงานกับพี่เต๋อ มีแต่เหนื่อย แต่ไม่มีอึดอัด สิ่งที่พี่เต๋อมีคือ พี่เต๋อเอาใจเข้าไปหมั่นตรวจสอบเพื่อนฝูงและน้อง ๆ ทุกคน ว่า มึงมีปัญหาชีวิตอะไรกันบ้างหรือเปล่า ในสังคมบ้านเรามันมีเยอะนะครับ ที่ชื่อเสียงดี คนไกลเลื่อมใส แต่คนใกล้อยากจะอ้วก พี่เต๋อไม่ใช่ พี่เต๋อฟังลูกน้องก่อนแล้วจึงสอน พี่เต๋อเป็นคนที่ภาพลักษณ์ดี แต่จริง คนนอกเลื่อมใส คนในก็นับถือน้ำใจ เที่ยวห่วงทุกคนไปเสียหมด ดูแลชีวิตเพื่อนฝูง ลูกน้องอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่พูดให้หวาน ๆ จำเด็ก ๆ ทำงานได้หมดไม่ว่าตัวเล็กตัวน้อย พี่เต๋อมีคำว่าขอบคุณจ้ะ กับทุกคนทุกครั้ง แม้จะเป็นเด็กเสริ์ฟกาแฟ บ่อยครั้งมากในระยะหลัง พวกเราก็จะแห่กันไปทำงานที่บ้านพี่เต๋อ ที่ซอยลาดพร้าว 31 ทุกวันเสาร์ ได้งานที่ดี ได้คุยกันสนุกสนาน พี่เต๋อก็จะให้กินข้าวปลาอาหารอย่างดี ที่พี่อี๊ด ภรรยาพี่เต๋อจะคอยดูแลไม่ได้ขาด เหล้ายาปลาปิ้งก็จะพร้อมพรัก โดยที่พี่เต๋อเองไม่ดื่มเลย อย่างมากก็มีไวน์แดงสักแก้วสองแก้วแค่นั้น ในขณะที่พวกเรา โดยเฉพาะผม ก็จะซัดไปเต็มคราบ เมื่อก่อนพี่เต๋อคงดื่มจัดอยู่แล้ว สมัยเล่นดนตรีกลางคืนเป็นเวลาสิบ ๆ ปี จู่ ๆ ก็ตัดใจเลิก ด้วยเหตุผลว่า มันทำให้การทำงานมันมีประสิทธิภาพน้อยลง แล้วพี่เต๋อก็เลิกมันไป มีแต่ข้อเสียคือเลิกบุหรี่ไม่ได้ และค่อนข้างจะสูบหนัก การไปทำงานบ้านพี่เต๋อ คือการส่งเพลง ตรวจเพลงให้พี่เต๋อเขาด่าบ้าง ขำบ้าง ชอบใจบ้าง ซึ่งทุกคนก็สนุกกันดีไม่มีเครียด ไม่ว่าจะทั้งฝ่ายดนตรี หรือฝ่ายเนื้อร้อง ที่ผมดูแลอยู่ จากนั้นพอได้เวลา เราก็จะนั่งเชียร์บอลดิวิชั่นหนึ่งอังกฤษ (ที่สมัยนี้เป็นพรีเมียร์ลีก) หรือบอลกัลโช่ ของอิตาลี บอลโลก ยุคที่ มาร์โคแวนบาสเทน รุด กุลลิจ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด กำลังรุ่งเรืองอยู่ในทีมฮอลแลนด์ พี่เต๋อจะเรียกมันว่า ไอ้ร้ายกาจ แล้วก็จะส่งเสียงเชียร์บอลกันอย่างไม่เกรงใจใคร พี่เต๋อจะแสดงนิสัยทีไม่เคยยอมแพ้อะไร แม้กระทั่งเล่นวิดีโอเกม ผมเคยเล่นเกมฟุตบอลกับแกหลายที แกก็จะลุ้นเอาเป็นเอาตาย แต่หัวเราะตลอด จะต้องเอาชนะให้ได้ ซึ่งผมก็ไม่มีทางยอมง่าย ๆ ซะหรอก พี่เต๋อมีวิญญาณแห่งการต่อสู้ตั้งแต่ในชีวิต ที่ดำเนิน ไม่เว้นแม้ตอนเล่นเกมวิดีโอ วันหนึ่ง หลังจากความสุขกำลังล้อมรอบการทำงานเราอยู่นั้น ผมก็ได้ข่าวมาจากเลขาฯของผมว่า พี่เต๋อไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อประมาณปลายเดือนพ.ย.38 แล้วก็ได้พบบางอย่างอยู่ในสมอง ผมสั่งให้ทุกคนเช็คว่ามันคืออะไร อย่าเพิ่งตกใจกัน เราพากันไปที่นิวยอร์ค เพื่อยืนยันว่า สิ่งที่พี่เต๋อเป็นนั้น เป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น เราทุกคนเชื่อแบบนั้น ตั้งแต่ตอนผ่าตัด จนถึงพักฟื้นเป็นเวลาหลายเดือน พี่เต๋อเหมือนเดิม ห่วงงาน ห่วงพรรคพวก มุขยังปล่อยออกมาตลอด จนกลับมาเมืองไทย ก็ตัดคำว่าอันตรายไปจากความคิดของทุกคน เรากำลังเริ่มจะวางแผนอนาคตการงานกันต่อ อย่างหน้าตาเฉย เหมือนพี่เขาเพิ่งไปผ่าไส้ติ่งมา อีกไม่นานจากนั้น พี่เต๋อ ก็กลับเข้าไปที่สมิติเวชอีก เพราะไอ้เนื้อบ้านั่น มันกลับมาอีก เราก็ได้แต่เชื่อว่า มีทางแก้ไข ในขณะเดียวกัน ผมก็เข้าไปทำตัวเป็นลิงเป็นค่าง ให้พี่เต๋อได้หัวเราะน้ำหูตาไหลได้ตลอด ให้พี่ได้ฟังเพลง เทาเวอร์ ออฟ เพาเวอร์ ที่พี่ชอบ แต่หลังจากนั้น ดูเหมือนว่า พระเจ้าทรงอยากได้พี่เต๋อมากกว่า ก็พาพี่เต๋อไปอย่างสุภาพ และสงบ ไม่มีใครจะขัดใจพระเจ้าได้เลย นับจากวันนั้นพี่ชายใจดีของผม ก็เป็นตำนานเล่มใหญ่ที่เพิ่งเขียนจบ ตำนานอีกเล่มหนึ่งในวงการดนตรีของประเทศไทย ตำนานของการบุกเบิกการแต่งเพลง การผลิตเพลง การอัดเสียงในวิธีของสากล ตำนานของคำว่าโปรดิวเซอร์คนแรกของเมืองไทย และที่สำคัญคือ เป็นผู้แผ้วถาง ให้อาชีพนักร้องนักแต่งเพลง มีเกียรติ ศักดิ์ศรี พร้อมทั้งมีทรัพย์อันเหมาะควรแก่วิชาชีพ อย่างยุติธรรมเฉกเช่นสากล ไม่ใช่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนเจ๊กแป๊ะรุ่นเก่า ไม่ใช่ต้องเป็นศิลปินไส้แห้ง อย่างที่ยุคโบราณเคยค่อนแคะและเหยียดหยาม พี่เต๋อจะอยู่ส่วนไหนของฟ้าในวันนี้ ผมไม่ทราบ แต่ถ้าดูจากสิ่งที่พี่ทำไว้เมื่อตอนยังพบเห็นกันอยู่ ผมคิดว่าพี่เต๋อคงอยู่ประมาณชั้นเพนท์เฮาส์ของสวรรค์ แล้วเมื่อถึงเวลา พวกผม ก็คงตามไปทำเพลงกับพี่ที่นั่นด้วยเหมือนกัน

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ข้อสงสัยใน Conspiracy น้ำท่วม

ตอนนี้ เรื่องที่ใหญ่ที่สุดใน กทม เห็นจะไม่พ้นเรื่องมหาอุทกภัยท่วม กทม. ด้วยน้ำหลากลงมามหาศาล ซึ่งจะทำให้ กทม จมบาดาลได้ทั้งเมือง สำหรับสาเหตุ ข้อมูลเชิงลึก ข้อมูลทั่วไป ทุก ๆ คนคงรู้จากหน้าจอทีวี หนังสือพิมพ์ และสื่ออื่น ๆ แล้ว แต่เอาเป็นว่าผมจะอธิบายเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นภาพอีกนิดละกัน

ตอนนี้เหนือ กทม มีคันกั้นน้ำ กั้นมวลน้ำจำนวนมหาศาลเพื่อไม่ให้ไหลเข้า กทม ซึ่งมวลน้ำเหล่านี้ เยอะ และทับถมสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามความสูงของคันกั้นน้ำ ซี่งเราจะได้ยินว่า สามเมตรบ้าง ห้าเมตรบ้าง ผมก็นั่งนึก ๆ นึกไปนึกมา แล้วก็เกิดคำถามอันเป็น Conspiracy ขึ้นมา

ประเด็นคือ ทุกคนคงจะรู้ว่า น้ำยิ่งสูง ความดัน แรงดันข้างใต้ยิ่งมาก !! ถึงได้มีพลังพังคันกั้นน้ำได้ ….

แต่ มีเรื่องนึง ผมไม่รู้ว่ามีใครนึกถึงไหมคือ ใต้ผืนน้ำ คือผืนดิน ซึ่ง เป็นผืนดินที่น้ำซึมผ่านได้ มีรูพรุนอยู่ทั่วไป น้ำซึมลงไปได้อย่างช้า ๆ และไหลซึมลงมาใต้พื้นดิน

เป็นที่มาของ น้ำผุด ผุดขึ้นมาจากใต้ กทม

ข้อที่คิดได้คือ ถึง กทม จะสามารถยันน้ำบนดินได้ แต่ คงยากที่จะห้ามน้ำใต้ผืนพิภพไม่ให้ไหลเข้ามา ดังนั้นจะเห็นได้ว่า น้ำมันผุดขึ้นมาตามถนน เข้าสู่ใจกลางเมืองเรื่อย ๆ ตั้งแต่ บางเขน รัชโยธิน ลาดพร้าว งามวงศ์วาน ฯลฯ

มาเข้าประเด็น ซึ่งผมตั้งเป็น Conspiracy อันน่าสะพรึงกลัวดีกว่า ไม่รู้ว่ามีใครตั้งประเด็นนี้เหมือนผมหรือไม่

ณ เวลานี้ คน กทม ส่วนใหญ่ กลัว กทม จะจมน้ำ แต่ว่าเราลืมนึกถึงเรื่องน้ำใต้ดินไป

คำถามมีอยู่ว่า น้ำซึ่งค่อย ๆ ไหลผ่านชั้นใต้ดิน กทม อย่างช้า ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ สู่ใจกลางเมืองลึก ๆ เป็นเวลาแรมสัปดาห์ แรมเดือน ลองคิดดูว่า ยิ่งนาน ใต้พื้นดิน กทม ชั้นดินของ กทม จะชุ่มน้ำแค่ไหน.....

และเป็นที่มาของคำถามผมอีกข้อว่า แล้วถ้า ใต้พื้นดินของ กทม ชุ่มไปด้วยน้ำ มันจะเกิดอะไรขึ้น !!!!!

ณ เวลานี้ กทม ไม่เหมือนเดิม กทม เต็มไปด้วย ตึกรามบ้านช่องอันสูง ใหญ่โต มโหฬาร ซึ่งมีเสาเข็มรับน้ำหนักอยู่บนดินซึ่งมีความหนาแน่นพอประมาณ แล้วถ้าใต้ดินชุ่มน้ำนาน ๆ ดินอ่อนตัวลง จะเกิดอะไรขึ้น !!!

ภาคต่อมา หลายคนคงรู้สึกว่า ช่วงนี้บ้านใกล้ เรือนเคียงเรามีแผ่นดินไหว บ่อยครั้ง เราเคยตั้งคำถามแล้วว่า ถ้าปกติ แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในละแวกใกล้ ๆ เมืองไทย แล้ว กทม รู้สึกได้ ตึกสูง ๆ จะเป็นอย่างไร … แล้วถ้าเกิดว่า วันนั้นที่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น ใต้ กทม ยังชุ่มไปด้วยน้ำอยู่ ผิวดินอ่อนไปด้วยน้ำ ถ้ามีแรงสั่นไหวเข้ามา อะไรจะเกิดขึ้น !!!!!

มีเพื่อนผมบอกว่า ดินแถวกรุงเทพ คือ ดินตะกอนปากแม่น้ำ ซึ่งไม่ได้เป็นดินที่แน่น หรือเป็นดินทรายที่น้ำผ่านลงไปแล้วหายไป แต่เป็นดินซึ่งสามารถอุ้มน้ำได้เรื่อย ๆ ดังนั้น จึงมีโอกาศมากมาย ที่ใต้ กทม พื้นผิวดินใต้ กทม จะเปลี่ยนแปลงไป ….

ผมไม่รู้ว่า เป็นคำถามที่ผมตั้งขึ้นมาโง่ ๆ หรือเปล่า แต่ผมคิดขึ้นมาได้จากการที่มีน้ำท่วมเยอะ ๆ การที่เราเอาน้ำหน้กเมือง ตั้งอยู่บนดินเหลว ๆ อุ้มน้ำ ผลที่ได้มันจะเป็นอย่างไร แล้วถ้ามีแรงสั่น ๆ แม้แต่เบา ๆ จากรอบ ๆ มันจะเป็นอย่างไร ….

ใครที่มีความรู้ ช่วยบอกผมทีสิครับ ว่ามันจะไม่เกิดขึ้นจริง หรือ … มันมีอะไรมาอธิบายให้เห็นว่ามันจะไม่เกิดขึ้นจริงได้ไหม ช่วยชี้แจงแถลงไขทีครับ ….

เขียนเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 วันที่น้ำ ยังไม่ท่วม กทม ทั้งหมด ….

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Coffeebike : ช่วยน้ำท่วม




เหล่าเพือน ๆ แก๊งค์ Coffeebike รวมตัวกันไปช่วยน้ำท่วมที่ อ.ผักไห่ อยุธยา

Clean up our sea - ตัดอวน ชุมพร by SPA




เมื่อนักดำน้ำ รวมตัวกันไปช่วยตัดอวนใต้ทะเลชุมพร

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เริ่มต้นด้วยเรื่อง Google Plus - Circle แวด-วง วงแห่งความงง

ตั้งแต่จบมา ทำงาน IT มา ก็ค่อนข้างอยู่กับ IT มาตลอด แต่ยังไม่เคยคิดว่าจะมานั่งเขียน Blog เกี่ยวกับ IT สักครั้งเลยครับ เนื่องจากเห็นคนอื่นเขียนกันเยอะ แถมยังรู้จริง รู้ลึกซะอีก ก็เลยอาศัยอ่านเอาซะส่วนใหญ่ ไม่ได้เขียนสักที

จนแล้วจนรอด จนกระทั่งมาวันนี้ วันที่ Google ออก Product อันลือลั่นไปทั่ววงการ IT ได้แก่ Google Plus หรือชื่อเล่นว่า G+ แต่ก็ยังไม่ได้คิดจะเขียน หรือจะพูดถึงมัน จนกระทั่ง เจอคุณ @Joe9L9 มาบอกว่า ช่วยเขียน Blog ให้สักอันเพื่อความกระจ่างทีเถอะครับ มันก็เลยเป็นที่มาของ Blog นี้

เกริ่นไปแล้ว เราก็มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า อย่างที่บอกว่า เรามาเริ่มเรื่องกันที่ G+

เรื่องที่จะเขียน ผมคงไม่ไปเขียนซ้ำกับชาวบ้าน คงไม่ต้องไปสอนจรเข้ว่ายน้ำ (หรือว่า ถ้าอยากให้เขียนก็บอกคับ จะได้ย้อนกลับมาเขียนใหม่) ฉะนั้น คงจะขอเริ่มเรื่องของ Feature ในเบื้องลึกของ G+ ที่หลายคนยังค้างคาใจ นั่นคือเรื่องของ Circle ละกันคับ หรือที่ภาษาไทยหลาย ๆ คนใช้คำว่า "แวด วง"

ก่อนจะพูดถึง Circle ของ G+ คงต้องย้อนกลับไปดูอดีตอันหอมหวานของ Social Network (SN) 2 ตัวก่อนหน้านี้อันลือลั่น คือ Twitter และ Facebook หลาย ๆ คนคงเข้าใจหลักการของทั้งสองตัวนี้เป็นอย่างดี สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ ผมอธิบายเป็นคำพูดง่าย ๆ แบบนี้ละกันคับ

Twitter เหมือนวิทยุ เราอยากประกาศอะไรก็ประกาศออกไป คนไหนอยากฟัง ก็มา Follow รับที่เราประกาศ ดังนั้น เราไม่ต้องไปตามล่าหาคนฟัง แต่คนฟัง จะมาตามล่าหาเราเอง เราแค่ทำตัวเหมือน DJ ไปเรื่อย ๆ ก็พอ ถ้าเราจัดรายการถูกใจ คนอยากมาฟังก็เยอะขึ้นตามลำดับ

Facebook อันนี้ เหมือนเขียนจดหมาย เราต้องรู้จักที่อยู่ ผู้รับ และผู้รับก็ต้องรู้จักผู้ส่ง สารที่เราส่งออกไปจะถึงผู้รับเฉพาะคนที่เรารู้จักและต้องการจะให้ถึงเท่านั้น (โดยการเลือก Share จาก Friends) ในทำนองเดียวกัน เราก็จะได้รับจดหมายจากคนที่เรารู้จักส่งมาหาเราเช่นกัน เป็นการตอบโต้ของคนรู้จักกัน ผ่านหน้าจอ News Feed

คงพอมองเห็นภาพแล้วนะคับ ส่วน G+ อันนี้เป็นอีก Concept เลย จะว่าเหมือนอีกสองอันก็เหมือน จะว่าไม่เหมือนก็ไม่เหมือนจริง ๆ อย่าพึ่งงงนะคับ เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติม

G+ นั้น ชู Concept ของการแบ่งกลุ่มที่เรียกว่า Circles (ซึ่งการจัดกลุ่มนั้น ว่าตามกัน ของ Facebook ก็มีจัดเพื่อนเป็น Lists เหมือนกัน) ซึ่ง Circles ของ G+ นั้น ออกจะชัดเจนกว่า Lists ใน Facebook มากนัก

เอาเป็นว่า อย่าพึ่งงงละกันคับ ขอแยกเรื่อง Circles ออกมาเป็น 2 มุมก่อนละกัน คือ มุมของเราที่จะอ่าน Content ของคนอื่น กับ มุมของเราต้องการจะเขียน Content ให้คนอื่นอ่าน

มุมแรก คือ การจัด Circles ในมุมของเรา ที่จะไปอ่าน Content ของคนอื่น อันนี้ Concept คล้าย Twitter มากครับ คือ ไป Search หาชื่อคนที่เราอยากอ่านมา แล้วก็ลากเข้าไปใน Circles จะลากเข้าไปใน Circles ไหนก็ได้ คนที่เราอยากอ่านก็จะขึ้นมาใน Stream ก็เป็นอันเรียบร้อย ทีนี้ ถ้าเราอยากจัดกลุ่มที่อยากอ่าน เราก็จัดลากคนเข้าไปใน Circles ในเรื่องเดียวกันซะ แล้วเราก็เลือก Circles list นั้นใน Stream เราก็จะได้อ่านเฉพาะเรื่องของ Circles นั้น ๆ

ยกตัวอย่างเช่น ผมจัดคนเข้าไปใน Circles เรื่อง หนัง จักรยาน เพลง สามวง ผมสามารถเลือกอ่านได้ทีละวง หรือจะเลือก stream เพื่ออ่านคนที่เรา add มาใน Circles ทั้งหมดได้ด้วย

จะเห็นว่า คล้าย ๆ กับ Twitter และ List ใน Twitter อย่างมาก อันนี้ ไม่น่ายากเกินความเข้าใจกันนะคับ

มุมที่สอง คือ การจัด Circles ในมุมที่เราต้องการเขียน Content ให้คนอื่นอ่าน มุมนี้ เป็นมุมที่หลาย ๆ คนนึกไม่ถึง แต่สำหรับผม ผมมองว่า เป็นมุมที่เจ๋งมากทีเดียว ถ้าคุณเป็น นักข่าว นักประชาสัมพันธ์ นักการตลาด นักยัดเยียด Content

เพราะว่า มันเป็นมุมที่คุณสามารถจะให้ใครอ่านอะไรก็ได้ ขอแค่คุณลากเขาเข้ามาใน Circles ของคุณ แล้วคุณก็เขียนเรื่องใส่ Circles นั้นลงไป !!!

เอาง่าย ๆ คุณรู้ว่า target group ของคุณเป็นใคร มีใครบ้าง เช่น นาย A B C เป็นคนด้าน IT ส่วนนาย D E F เป็นเพื่อนปั่นจักรยาน คุณก็แค่ยัดนาย A B C เข้า Circles IT แล้วก็ยัดนาย D E F เข้า Circles จักรยาน เมื่อนั้น เมื่อคุณ Post อะไรก็ตาม แล้วคุณ Share ไปใน Circles ไหน คนที่คุณจับยัดลงไป Content ที่คุณเขียน มันจะไปถึงเขาทันที ยิ่งถ้าเขามี คุณอยู่ใน Circles ตัว Content ของคุณมันก็เข้าไปอยู่ใน Stream ของเขาทันที ส่วนถ้าไม่มี มันก็จะไปอยู่ใน Incoming !!!

อ่านแล้ว หลายคนก็ยังทำหน้าแบบว่า แล้วยังไงเหรอคับ มันก็เป็นปกติ ธรรมดานี่ ~~~

ถูกครับ ถ้าเรื่องราวการใช้ มันก็คงธรรมดามีแค่นี้ แต่ในความเป็นจริง มันดันไม่ใช่แค่นี้หน่ะสิครับ

เหตุผลเพราะ มุมแรกที่ผมพูดถึงนั่นเอง !!! มุมที่คนเราอยากมาอ่าน มุมที่เขาเอาเราไปยัดไว้ใน Circles ของเขา ในมุมกลับกัน ผมไม่รู้จักเขา แต่ผมจับเขาใส่ Circles นึงไว้ได้ เป็น Circles พิเศษ ที่เวลาผมอยากเล่าอะไร เขียน Content อะไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ ต้องได้อ่าน !!! ซึ่งแปลว่า ผมสามารถ ให้ Content กับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ได้ลงตัว โดยที่ผมไม่ต้องไปควานหาคนเพื่อจะมาอ่าน Content ของผมเลย แถมยังเป็น Content ที่ผมกลั่นกรองได้ซะอีก ว่าอยากให้เขาอ่านอะไร ไม่เหมือนใน Twitter ที่กลั่นกรองไม่ได้ โพสอะไรไป Follower ก็เห็นหมด !!!

ด้วยเหตุนี้ มีคนถามคำถามมาว่า แล้วจะจัดการกับคนที่มาขอ add ยังไง สำหรับผม ผมบอกไปเลยว่า จับยัดเข้า Circles เลยครับ หา Circles อะไรก็ได้สักอัน ใส่ไปก่อน ถ้ายังไม่รู้จะใส่อันไหน แล้วเวลาคุณอยากบอกอะไร ประชาสัมพันธ์ ขายของ การตลาดอะไรก็ตาม คนกลุ่มนี้ ยังไงก็ต้องเห็นคุณ แล้วถ้า Content คุณดี เดี๋ยวก็จะมีคนมาเอาคุณเข้าไปใน Circles เพื่ออ่าน คุณก็จับเขาลง Circles เพื่อจะกรองให้เขาได้เฉพาะข้อมูลที่คุณอยากให้อ่านได้ แค่นี้ คุณก็สามารถจัดให้เรื่องของคุณทีคุณอยากให้คนอ่านเยอะ ๆ มีคนอ่านที่ตรงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างไม่ยากเย็นแล้วครับ

อีกอย่างที่ผมบอกว่าให้ยัดลงไปใน Circles สักอันไปก่อน เพื่อที่ว่า เวลาคุณจะคุยกับเพื่อน ใน Circles Friends หรือจะคุยกับครอบครับใน Family คนเหล่านี้ ก็จะไม่ต้องมาเห็นเรื่องส่วนตัวที่คุณคุยกัน ซึ่งทำให้คุณสามารถแยกเรื่องคุยเล่น กับเรื่องอยากเล่าให้โลกรู้ออกจากกันได้อย่างชัดเจนครับ !! เห็นไหมว่า จริง ๆ มันก็ดีไม่ใช่เล่น !!

อ่านถึงตอนนี้แล้ว หวังว่าหลายคนคงเข้าใจนะคับ

แต่ว่า เรื่องราวของ Circles ยังไม่จบ บางคนก็ยังสงสัยต่อว่า จะจัด Circles ยังไงดี เดี๋ยวไว้ตอนหน้าค่อยมาเล่าเป็นไอเดียของผมเองละกันครับ

ส่วนข้อดีข้อเสียของ G+ แน่นอน มันต้องมีเหมือนกัน ผมขอแปะเอาไว้ตอนต่อ ๆ ไปด้วยละกันคับ พออ่านแล้ว บางทีคุณอาจจะเห็นว่า G+ ตอบโจทย์คุณ ไม่ได้ดีไปกว่า Facebook ก็ได้ เอาไว้ค่อยมานั่งเขียนกันละกันครับ

เอาแค่เรื่อง Circles วันนี้ แก้งง (หรืองงหนัก) กันไปก่อน หวังว่าคงตอบโจทย์ คุณ @Joe9L9 ที่ทุ้มอยู่ในใจได้นะคับ

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เพราะความทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ใช่มีไว้ให้เป็น

บางครั้ง การที่เราจมทุกข์มาก ๆ มีเรื่องเข้ามากระทบไม่ขาดสาย มันก็ทำให้เราได้เห็นอะไรอีกมุมกับชีวิตตัวเอง หลายครั้งที่ผมยอมรับว่า ความทุกข์ถาโถเข้ามา อารมณ์เกิดขึ้น ทั้งความรัก ความโกรธ ความเกลียด เกิดขึ้น

ทุกอย่างในใจ เรารู้ เราเห็น เรายอมรับ เห็นทุกอย่าง แต่ปล่อยมันไม่ออกสักอย่าง .... แต่สุดท้ายเวลาผ่านไป เมื่อเราเห็นมันอยู่ตลอดเวลา มันก็ทำอะไรเราไม่ได้

ผมไปเจอโฆษณาอันนึงของพี่เบิร์ด ทำร่วมกับเสถียรธรรมสถาน ดูครั้งแรกถึงเป็นแค่โฆษณาสั้น ๆ แต่คำบางคำก็เข้าไปถึงข้างในจริง ๆ

"เพราะทุกข์ มีไว้ให้เห็น ไม่ใช่ มีไว้ให้เป็น"

โฆษณาพี่เบิร์ดครับ

วันเสาร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เพราะความทุกข์มีไว้ให้เห็น ไม่ใช่มีไว้ให้เป็น

บางครั้ง การที่เราจมทุกข์มาก ๆ มีเรื่องเข้ามากระทบไม่ขาดสาย มันก็ทำให้เราได้เห็นอะไรอีกมุมกับชีวิตตัวเอง หลายครั้งที่ผมยอมรับว่า ความทุกข์ถาโถเข้ามา อารมณ์เกิดขึ้น ทั้งความรัก ความโกรธ ความเกลียด เกิดขึ้น

ทุกอย่างในใจ เรารู้ เราเห็น เรายอมรับ เห็นทุกอย่าง แต่ปล่อยมันไม่ออกสักอย่าง .... แต่สุดท้ายเวลาผ่านไป เมื่อเราเห็นมันอยู่ตลอดเวลา มันก็ทำอะไรเราไม่ได้

ผมไปเจอโฆษณาอันนึงของพี่เบิร์ด ทำร่วมกับเสถียรธรรมสถาน ดูครั้งแรกถึงเป็นแค่โฆษณาสั้น ๆ แต่คำบางคำก็เข้าไปถึงข้างในจริง ๆ

"เพราะทุกข์ มีไว้ให้เห็น ไม่ใช่ มีไว้ให้เป็น"

โฆษณาพี่เบิร์ดครับ

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Clean up our sea - Trailer




งานดำน้ำตัดอวนใต้ทะเลชุมพร ร่วมกันจัดระหว่างนักดำน้ำกลุ่ม SPA และได้ HP ใจดีมาเป็น Sponsor ให้

วันอังคารที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Nebular on the earth


Nebular on the earth, originally uploaded by Mistah Oui.

ยามพลบค่ำ คืนนี้ไม่เหมือนหลาย ๆ คืนที่ผ่านมา เมฆฝนพาดผ่าน ลมพัดแรง ทำท่าเหมือนฝนจะตก

เมฆก้อนโต ๆ ลอยผ่านตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม เป็นรูปร่าง ขวนให้นึกถึง กลุ่มเมฆกลางอวกาศที่เราเรียกว่า เนบิวล่า

ไฟเขียว รถออกวิ่ง เหมือนเรากำลังขับรถผ่านลอยไปในอวกาศทีเดียว ...

โลกกับอวกาศคงไม่ได้ไกลกัน คนเรากับธรรมชาติก็คงไม่ได้ห่างไปไหนเช่นกัน

Nebular on the earth


Nebular on the earth, originally uploaded by Mistah Oui.

ยามพลบค่ำ คืนนี้ไม่เหมือนหลาย ๆ คืนที่ผ่านมา เมฆฝนพาดผ่าน ลมพัดแรง ทำท่าเหมือนฝนจะตก

เมฆก้อนโต ๆ ลอยผ่านตัดกับท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม เป็นรูปร่าง ขวนให้นึกถึง กลุ่มเมฆกลางอวกาศที่เราเรียกว่า เนบิวล่า

ไฟเขียว รถออกวิ่ง เหมือนเรากำลังขับรถผ่านลอยไปในอวกาศทีเดียว ...

โลกกับอวกาศคงไม่ได้ไกลกัน คนเรากับธรรมชาติก็คงไม่ได้ห่างไปไหนเช่นกัน

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

งานแสดงภาพกลุ่มพุงกาง 2.14 : ยานพาหนะ




ผ่านพ้นเดือนแห่งความรักไปเรียบร้อยแล้ว เป็นเดือนที่แสนสั้น เพราะมีแค่ 28 วัน เฉกเช่นวันส่งการบ้านก็สั้นลงเช่นกัน

การบ้านเดือนนี้เลยตั้งหัวข้อง่าย ๆ เพื่อให้ทุก ๆ คน enjoy เดือนแห่งความรักกับการถ่ายภาพแบบง่าย ๆ ในหัวข้อที่พบเห็นทั่วไปคือ


"ยานพาหนะ"


ซึ่งหัวข้อนี้ดูจะถูกอกถูกใจทุก ๆ คนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่ยากและสามารถถ่ายได้ทั่วไป และที่สำคัญสามารถแสดงให้เห็นมุมมอง

ได้อย่างกว้างขวาง


เรามาดูกันว่า แก๊งค์พุงกางของเรามีมุมมองกันอย่างไรบ้าง ขอบอกว่า แจ่มจริง อะไรจริง



......................................................................................................................................................................................................................................

 

ชื่อภาพ : สองล้อกู้โลก

เจ้าของภาพ : ouimu

คำอธิบายภาพ : ในภาวะน้ำมันแพงมหาโหด การใช้จักรยานเป็นทางเลือกอีกทางเพื่อที่จะทำให้ไปถึงจุดหมายได้อย่างประหยัด แถมยังเป็นการออกกำลังกายไปในตัวทำให้สุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง และยังเป็นการช่วยลดมลภาวะ ไม่ช่วยให้เกิดภาวะโลกร้อนอีกด้วย









......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : เมือง

เจ้าของภาพ : aranee73

คำอธิบายภาพ : สีสันและความเร่งรีบ  สองในบรรดาลักษณะต่างๆของความเป็นเมือง









......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : สองล้อปั่นไปด้วยแรงกายและใจ

เจ้าของภาพ : haduang

คำอธิบายภาพ : จักรยานน่าจะเป็นพาหนะคันแรกที่ใครหลายๆคนได้ลองขี่ในวัยเด็ก จะสามล้อ สองล้อ สี่ล้อ 

ทุกคนก็คงเพลิดเพลินสนุกสนานกับมันจนไม่อยากกลับบ้านแม้ว่าแม่จะถือไม้ยืนดักอยู่ริมทาง



แม้เราโตขึ้นมันก็ยังเป็นพาหนะที่ให้ประโยชน์มากกว่าให้ความสนุกสนานใยวัยเด็กอีก









......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ :  สิงห์(สี่ล้อ)ทะเลทราย

เจ้าของภาพ : derjax

คำอธิบายภาพ : -







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : เครื่องบินเล็ก

เจ้าของภาพ : mantatee

คำอธิบายภาพ : เครื่องบินเล็กขนาดไม่เกิน 20 ที่นั่ง บินระหว่างเมือง Jomson - Phokara 

เส้นทางบินสุดแสนจะตื่นเต้น เพราะว่าสนามบินอยู่กลางหุบเขา หลังจากเครื่อง take off แล้ว ต้องรีบยกหัวดิ่งขึ้นข้ามยอดเขาในทันที 

เมื่ออยู่กลางอากาศ สองข้างทางมีแต่ยอดเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ทำเอาผู้โดยสารทั้งสองฝั่งของเครื่องตื่นตาตื่นใจได้ตลอดเส้นทาง 

(คำเตือน ผู้โดยสารที่จะชมวิว ควรจะสวมแว่นกันแดด เพราะว่าแสงสะท้อนจากหิมะ อาจทำให้ตาพร่าได้)

ผ่านไป 20 นาที ก่อนที่เครื่องจะร่อนลงที่ Phokara จะเห็นยอดภูเขาหางปลาปรากฎอยู่ที่หน้าต่าง (คนที่เคยไปเดิน trekking บนเส้นทางยอดนิยมของเนปาลจะรู้จักยอดเขานี้เป็นอย่างดี)



เป็น 20 นาทีที่คุ้มค่า และประทับใจมาก..







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ :  -

เจ้าของภาพ : lengthen

คำอธิบายภาพ : ยานพาหนะ..นั้นมีมากมายหลายอย่างทั้งการใช้แรงจากคนและสัตว์หรือใช้เครื่องจักรที่ต้องมีแหล่งพลังงานมาใช้รวมเพื่อขับเคลื่อน การใช้การขับเคลื่อนจากแรงงานคนหรือสัตว์เป็นยานพาหนะที่ไม่ทำให้เกิดมลภาวะแต่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานอื่นๆนั้นบางอย่างอาจทำให้เกิดมลภาวะได้ เราควรที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อมิให้เกิดผลกระทบกับโลกของเรา







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : 

เจ้าของภาพ : เรือคายาค

คำอธิบายภาพ :


การเดินทางบนน้ำด้วยตัวเราเอง เป็นการพายเรือที่จะง่ายก็ง่าย จะยากก็ยาก

แต่หลังการพาย เมื่อยมากๆ









......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : Tram

เจ้าของภาพ : luckyfoto

คำอธิบายภาพ : ระบบขนส่งมวลชน ที่ครั้งนึงบ้านเราเคยมี







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : ใครๆ ก็ลอยได้..

เจ้าของภาพ : jaokhaa

คำอธิบายภาพ : เค้ามีโบกี้ใหม่ๆ แล้วนะ..แต่คนขับไม่รู้ใหม่หรือเปล่า.. ;P







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : -

เจ้าของภาพ : send2pepe

คำอธิบายภาพ : -







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : made in thailand

เจ้าของภาพ : lingjug

คำอธิบายภาพ : -







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : A long way down

เจ้าของภาพ : gnottong

คำอธิบายภาพ :


ถ้าสมมติตัวเองเป็นเรือลำนี้ เราจะ...

ตอนทำภาพเสร็จ คนถ่ายมีความรู้สึกแบบหนึ่งค่ะกับภาพนี้...

แต่ไม่ปิดกั้นความคิดทุกคนดีกว่า แค่มองแล้วคิดอย่างไรก็ตามแต่ใจเลยนะคะ

(*)ที่มาของชื่อภาพเอามาจากการได้อ่านหนังสือเล่มนึงของนิค ฮอร์นบี ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ แค่อยากโฆษณาให้เค้าค่ะ ลองหาอ่านดูนะ 









......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : มือใหม่หัดขับ

เจ้าของภาพ : hnuk

คำอธิบายภาพ : -







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : อเนกประสงค์

เจ้าของภาพ : wdgd

คำอธิบายภาพ : -







......................................................................................................................................................................................................................................



ชื่อภาพ : "ชีวิตคนกรุง"

เจ้าของภาพ : wayfaring

คำอธิบายภาพ : -







.....................................................................................................................................................................................................................................




ชื่อภาพ : "ประชันสี"

เจ้าของภาพ : yosung

คำอธิบายภาพ : สงสัยมาตลอดว่าการที่กทม.ให้ taxi มีหลายสีโดยไม่สื่อความหมายที่เป็นรูปธรรม มันแสดงถึงความไร้ระเบียบของเมืองหลวงอย่างหนึ่งหรือเปล่า?







.....................................................................................................................................................................................................................................

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

งานแสดงภาพกลุ่มพุงกาง Season 2 ครั้งที่ 10 : Home

Rating:★★★★★
Category:Other
ทุก ๆ คนย่อมมีบ้าน

แต่ละคนมีบ้านแต่ต่างกัน

กลุ่มพุงกางขอนำเสนอ ภาพในมุมมองของกลุ่มพุงกางทั้ง 16 คน ทั้งสุข เศร้า เหงา รัก

เชิญรับชม รับดูกันได้ ตาม Link ข้างล่างเลยครับ


http://haduang.multiply.com/photos/album/88

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

A Day in Life at Mahidol Salaya




ครั้งหนึ่งกับชีวิต นักศึกษาในศาลายา

"วันหนึ่งในชีวิตที่มหิดล ศาลายา" เป็นหนังสั้นที่ผลิตขึ้นสำหรับนักเรียนมัธยมปลายโดยเฉพาะ เพื่อให้เห็นชีวิตนักศึกษาที่ศาลายา

ชีวิตนักศึกษาในวิทยาเขตศาลายา วิทยาเขตหลักของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ซึ่งต้อนรับนักศึกษาปีละเกือบ 5,000 คน บางส่วนก็ศึกษาอยู่ที่นี่ในชั้นปี 1 ก่อนที่จะแยกย้ายไปศึกษาต่อที่วิทยาเขตอื่น บางส่วนก็อยู่ที่นี่จนจบการศึกษา

วันเวลาในศาลายา จึงเป็นประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญ ของชาวมหิดลทุกคน

ที่มา : http://www.youtube.com/watch?v=QjEh5_UBYRg

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ขาย Netbook Lenovo S10-2 Pop Art Edition

Category:   Computers
Price:   9500

ขาย Netbook Lenovo ideapad S10-2 เป็น Special Edition ลาย Pop Art ครับ สนใจ PM มาได้ครับ


วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์@รางวัลนาฏราช




"ถ้าเกลียดพ่อ ไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ
เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ"
ศรีษะนี้ มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน